ต้องใช้อินดิเคเตอร์ (Indicator)

ต้องใช้อินดิเคเตอร์ 1
ต้องใช้อินดิเคเตอร์ 1
ต้องใช้อินดิเคเตอร์ 1

ต้องใช้อินดิเคเตอร์ (Indicator) เยอะๆ ถึงจะเป็นการยืนยันสัญญาณได้ดี การจะใช้อินดิเคเตอร์ (Indicator) สักตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

การจะใช้อินดิเคเตอร์ (Indicator) สักตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
อย่างที่นักลงทุนส่วนใหญ่เข้าใจกัน ถ้าหากนักลงทุนหยิบอินดิเคเตอร์
Indicator) สักตัวหนึ่งขึ้นมาเพราะไปอ่านตามกระทู้ หนังสือ หรื
เว็บบอร์ดต่างๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ จากนั้นก็ใส่เข้าไปใน MT4


และทำการเทรดทันทีตามที่ “เขา” ระบุเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการดู
เส้นตัดกัน การดุสีว่าเปลี่ยนหรือไม่ การดูว่าค่าต่ำกว่าศูนย์หรือ
เปล่าเหล่านี้ ผู้เขียนขอเตือนว่าเป็นอันตรายอย่างมาก

ที่บอกว่าเป็นอันตรายนั้นก็เพราะนักลงทุนกำลังทำในสิ่ง
ที่ตัวเองไม่รู้อยู่ โดยนำเงินลงทุนของตนเองไปเสี่ยงกับอะไรที่ตน
ก็ไม่สามารถอธิบายและเข้าใจความหมายได้ ปัญหานี้สามารถ

ตรวจสอบได้ง่ายๆ โดยลองถามตัวเองว่า สามารถอธิบายการ
ทำงานและความหมายของอินดิเคเตอร์ (Indicator) ที่ตัวเองใช้ให้
ออกมาเป็นภาษาพูด (ภาษาปาก) ได้หรือไม่ คำว่าอธิบายได้ใน
ที่นี้ ไม่ได้หมายถึงรู้ว่าสูตรของอินดิเคเตอร์ (Indicator) ตัวนั้น


คำนวณอย่างไร แต่ให้อธิบายถึงนัยที่มันแสดงถึงต่างหาก
ถ้าหากผู้ลงทุนไม่สามารถทำได้ เวลาที่เทรดแล้วเสียขึ้นมา
สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองก็คือคำถามที่ว่า “หรือว่าอินดิเคเตอร์
(Indicator) ตัวนี้ใช้ไม่ดี?” สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือการวิ่งไล่หา
อินดิเคเตอร์ (Indicator) ตัวใหม่ต่อไปเรื่อยๆ เป็นวังวนอย่างนี้ไม่
จบไม่สิ้น

Stochastic เป็นอินดิเคเตอร์ (Indicator) ที่ใช้วัดว่าราคาปิด
ของบาร์ในวันนั้น (ตัวอย่างเป็นกราฟรายวัน) อยู่ที่ระดับเท่าไหร่
เมื่อเทียบกับความยาวของบาร์ทั้งแท่ง โดยให้วัดจากจุดต่ำสุดของ
บาร์คือ 0% ไปจนถึงจุดสูงสุดของบาร์คือ 100% และในตัวอย่าง
บาร์แท่งที่เห็นมีราคาปิดอยู่ที่ประมาณ 40% ของความยาว


ทั้งหมด นั้นหมายความว่าตามนัยแล้ว วันนั้นเราอาจจะเรียกได้
ว่าเป็นวันที่เป็นตลาดขาลง (Bearish) มากกว่าขาขึ้น (Bullish)
เพราะราคาปิดของวันปิดต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของราคาที่มันวิ่งมา
ทั้งหมด ค่า Stochastic สำหรับ 1 บาร์เดี่ยวๆ นี้จึงคือ 40 (ถ้าหาก
ราคาปิดคือราคาต่ำสุดด้วยแล้ว นั่นยิ่งแปลว่าตลาดในวันนั้นเป็น
ตลาดขาลง (Bearish] เกือบจะสมบูรณ์แบบนั้นเอง)


ตัวเลข (14,3,3) ที่เห็นอยู่ด้านหลัง Stochastic เป็นการนำ
เอาค่าของบาร์จำนวน 14 บาร์ มาใช้ในการวิเคราะห์ เนื่องจาก
สำหรับตลาด Forex แล้ว 1 รอบ (Cycle) จะนับว่ามี 28 วัน และ
ในที่นี่ได้ใช้ครึ่งรอบ (Half cycle) หรือ 14 วันเป็นตัววัดค่าความ
เปลี่ยนแปลง
3 ตัวที่สองคือ %k มีค่ามาจากการวัดราคาปิดของบาร์
ปัจจุบัน เทียบกับสัดส่วนของราคาที่สูงที่สุดและต่ำที่สุดในรอบ


14 วันก่อนหน้า ว่าอยู่ในสัดส่วนใดของช่วงนั้น เป็นการวัดเหมือน
กับที่ผู้เขียนได้อธิบายไปแล้วในสองย่อหน้าก่อนนี้ เพียงแต่ว่า

เป็นการวัดจากบาร์จำนวนทั้งหมด 14 บาร์ เทียบกับราคาปิดของ
บาร์แห่งปัจจุบันแท่งเดียว%k นี้จึงแปรผันกับราคาที่ปรากฏในกราฟ
โดยตรง เนื่องจากจะใช้ราคาปิดของบาร์แท่งล่าสุดคำนวณเสมอ
3 ตัวสุดท้าย คือการนำ %k จำนวน 3 บาร์ก่อนหน้ามา
หาค่าเฉลี่ย (Moving average) อีกรอบหนึ่ง เพื่อสร้างให้เป็นเส้นที่
ตอบสนองต่อราคาได้ช้ากว่า %k และเราเรียกค่าที่ได้นี้ว่า %d
ดังนั้น เมื่อได้ค่าต่างๆ ออกมา และนักลบทุนพบ
ว่า %k ชื่งตอบสนองกับราคาได้เร็วกว่า มีการวิ่งตัด
ผ่าน %d ลงมา หรือขึ้นไป จีงบ่อบอกถึงนัยที่ว่าตลาด
กำลังอาจจะเริ่มเข้าสู่ขาขึ้นหรือขาลง เนื่องด้วยค่าทั้ง
สองล้วนแล้วแต่ค่านวณมาจากราคาปิด ที่เทียบเป็น
สัดส่วนของบาร์ ว่าปิดอยู่ในช่วงสูงหรือต่าขนาดไหน
นั่นเอง


มีหลายแหล่งความรู้ที่สอนนักลงทุนให้ดู Stochastic โดย
ดูว่าหากเมื่อใดที่อินดิเคเตอร์ (Indicator) ตัวนี้มีค่ามากกว่า 80
(Overbought) หรือน้อยกว่า 20 (Oversold) แล้วเส้น %K ตัดผ่าน
เส้น %D ก็ให้เข้าเทรดได้เลย


ผู้เขียนอยากจะบอกนักลงทุนว่า บุคคลซึ่งประดิษฐ์
Stochastic ตัวนี้ขึ้นมาคือ Gorge Lane กลับไม่ได้ใช้มันอย่างที่
นักเทรดทุกคนใช้กัน ในบทสัมภาษณ์ปี 1984 เมื่อนักข่าวถาม

เกี่ยวกับวิธีการใช้อินดิเคเตอร์ (Indicator) แบบที่เราใช้กันอยู่ทุก
วันนี้ เจ้าตัวถึงกับออกอาการรำคาญและพูดออกมาชัดเจนว่า
ไม่ได้ประดิษฐ์มันออกมาเพื่อให้ใช้ในการเทรดแบบนี้
นอกจากนี้ ถ้านักลงทุนสังเกตดีๆ จะเห็นว่า Stochastic
คืออินดิเคเตอร์ที่คำนวณด้วยราคาปิดเป็นสำคัญ แล้วทำไมในการ
ดูค่าต่างๆ รวมถึงการมอง divergence คนทั่วไปถึงได้ไปเทียบกับ
ราคาสูงและต่ำของกราฟแทนที่จะเป็นราคาปิด


ผู้เขียนจึงอยากให้นักลงทุนที่ใช้อินดิเคเตอร์ (Indicator) อยู่
ลองเสียเวลากลับไปค้นคว้าด้วยตัวเอง ถึงเหตุผลและแนวคิดที่
คนประดิษฐ์อินดิเคเตอร์ (Indicator) ได้สร้างมันขึ้นมา และลอง
พิจารณาถึงวิธีใช้ว่าถูกต้องหรือไม่ ดีกว่าที่จะเชื่อตามความรู้ที่มี
อยู่ในเว็บบอร์ดอย่างเดียว